วรรณกรรมล้านนา

ค่าว = วรรณกรรมล้านนา

ภูมิหลังของค่าว

“ค่าว” เป็นชื่อของลักษณะการเรียบเรียงถ้อยคำที่ให้เป็นระเบียบเหมือนห่วงโซ่ คือ มีสัมผัสคล้องจองกันไป ทางภาคเหนือเรียกเชือกเส้นโต ๆ ว่าค่าว หรือเชือกค่าว เพราะลักษณะเป็นค่าวเป็นเครือต่อเนื่องกันลักษณะคล้ายกลอนแปดของภาคกลาง ทั้งในด้านสัมผัสและลีลากลอน (มณี พยอมยงค์, 2525)

ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง พ.ศ.2300-2470 เพราะเป็นช่วงที่บ้านเมืองพ้นจากอำนาจการปกครองของพม่า วัฒนธรรมหลายอย่างรวมทั้งวรรณกรรมค่าวจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้น ค่าวหรือค่าวซอเป็นวรรณกรรมที่สืบเนื่องมาจากธรรมค่าว โดยธรรมค่าวนั้นแต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์ให้ชาวบ้านฟังที่วัด ผู้ที่ฟังธรรมค่าวก็ได้ข้อคิด ปรัชญาหรือหลักธรรม สำหรับผู้ที่ไม่ได้ฟังธรรมค่าวก็ได้อาศัยฟังค่าวซอแทนเพราะค่าวซอมีเนื้อเรื่องทำนองเดียวกับธรรมค่าว จะต่างกันในรูปแบบของการประพันธ์ เท่านั้น ค่าวซอแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวภาคเหนือโดยเฉพาะล้านนาในด้านต่าง ๆ เช่น ประเพณี การละเล่น สุภาษิต การแต่งกาย ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของชาวภาคเหนือ นอกจากนี้ค่าวซอยังแต่งขึ้นด้วยคำประพันธ์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว แต่มีส่วนคล้ายกลอนแปดอยู่บ้างตรงที่มีสัมผัสรับกันไปโดยตลอด (เสน่หา บุณยรักษ์, 2519)

ค่าวจึงเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าทางด้านภาษาของล้านนา มีความสุนทรียะ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ แสดงออกถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบทในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณี แฝงด้วยคติธรรมและสุภาษิตสอนใจ นอกจากนี้ ค่าวยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ปัจจุบันการประพันธ์และการเล่าค่าวถูกละทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ค่าวก็อาจจะเลือนหายไป

ค่าวชนิดต่าง ๆ ค่าวแบ่งตามลักษณะการประพันธ์ได้ดังนี้

1. ค่าวก้อม เป็นโวหารที่กินใจ หรือสุภาษิตสั้น ๆ มักใช้ประกอบการสนทนา

2. คำค่าวคำเครือ เป็นสำนวนแบบฉบับที่หนุ่มสาวใช้เจรจาตอบโต้กัน

3. ค่าวใช้ เป็นจดหมายรักที่มีไปมาระหว่างหนุ่มสาวเทียบได้กับเพลงยาวของภาคกลาง

4. ค่าวร่ำ หรือค่าวฮ่ำ ใช้พรรณนาเหตุการณ์ต่าง ๆ คล้ายกับจดหมายเหตุ เช่น ค่าวร่ำน้ำนอง ค่าวร่ำครัวทานสลากย้อม ค่าวร่ำครูบาศรีวิชัย เป็นต้น

5. ค่าวธรรม ใช้ในการแต่งเรื่องแบบจักร ๆ วงศ์ ๆ เพื่อการอ่านสู่กันฟัง เช่น ค่าวหงส์หิน ค่าวเจ้าสุวัตร์นางบัวคำ ค่าวก่ำกาดำ เป็นต้น

การอ่านค่าว การอ่านค่าวมีลีลาการอ่าน โดยแยกไปตามระดับของเหตุการณ์และทำนองร้อง มี 3 ทำนองดังนี้

1. อ่านทำนองโก่งเฮียวบง (โก่งเรียวไผ่) หมายถึง การอ่านแบบลีลาช้า มีเอื้อน และใช้เสียงสั้นยาวไปตามจังหวะดนตรี

2. อ่านทำนองม้าย่ำไฟ ได้แก่ การอ่านแบบจังหวัดเร็วเร่งร้อนเหมือนม้าเหยียบไฟ ผู้อ่านเริ่มอ่านเร็วแล้วไปทอดยาวตอนปลาย การอ่านแบบนี้จุเนื้อความได้มาก ไม่เสียเวลา

3. อ่านทำนองวิงวอน เป็นการอ่านแบบต้องการให้ผู้ฟังเกิดความเมตตา สงสารเพราะลีลาเสียงเป็นไปในทำนองสลดสังเวช นิยมอ่านตอนบทเศร้าที่ต้องการให้สะเทือนอารมณ์ผู้ฟัง

คุณสมบัติของนักแต่งค่าว มีดังนี้

1 ) มีใจรักในการแต่งค่าวและเป็นคนอารมณ์สุนทรีย์

2 ) ถ้าแต่งกลอนเป็น จะทำให้แต่งค่าวได้ง่ายขึ้น

3 ) รู้ฉันทลักษณ์ค่าว ได้แก่ สัมผัส และเสียงวรรณยุกต์

4 ) แยกเสียงโทและเสียงตรีออก จะทำให้แต่งค่าวได้ไพเราะยิ่งขึ้

ประโยชน์ของค่าว

1. ใช้ในการแต่งเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผู้แต่งต้องการนำเอาเรื่องเกี่ยวกับจักร ๆ วงศ์ ๆ มาแสดงให้ชาวบ้านได้รู้เรื่องราว เพราะในคัมภีร์เทศน์อ่านเข้าใจยาก เนื่องจากมีคำบาลีและคำเก่า ๆ มาก จึงมีการแต่งขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลงคำพูดให้เข้าใจง่าย

2. ใช้ในการแต่งเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่บังเกิดขึ้นในท้องถิ่น มีประโยชน์ในด้านบันทึกความทรงจำให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวในอดีต

3. เป็นสื่อแห่งความรัก จดหมาย หรือเพลงยาวที่หนุ่มสาวใช้เป็นเครื่องบอกความในใจแก่กัน

4. แฝงไว้ด้วยสุภาษิตสอนใจ

ประเพณีการเล่าค่าว การเล่าค่าวมีได้หลายลักษณะ จำแนกตามโอกาสดังนี้

1. การเล่าค่าวภายในครอบครัว ส่วนใหญ่จะเล่าหลังอาหารเย็น เพื่อคลายบรรยากาศที่เงียบเหงาในตอน กลางคืน เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งบันเทิง เหมือนในสมัยนี้

2. การเล่าค่าวในงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานปอยบวชลูกแก้ว (งานบวชเณร) งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานปอยเข้าสังข์ (งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาคนตาย สมัยก่อนต้องใช้เวลาเตรียมงานหลายวัน)

3. การเล่าค่าวในงานศพ เพื่อให้ผู้ที่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้านได้ฟังในขณะที่ศพยังไม่ได้เผาเพื่อไม่ให้บรรยากาศเศร้าหมองเกินไป

ฉันทลักษณ์ของค่าว มีดังนี้

1) ค่าว 1 บท มี 3 บาท (3 บรรทัด) บาทละ 4 วรรค

2) สามวรรคแรกมี 4 คำ ส่วนวรรคที่สี่ มี 2-4 คำ

3) บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรี และจัตวา

4) การส่งสัมผัสประกอบด้วย สัมผัสระหว่างวรรค และสัมผัสระหว่างบาท สัมผัสระหว่างวรรคส่งจากวรรคท้ายวรรคที่สองไปยังคำท้ายวรรคที่สามของทุกบาท

5) บังคับเสียงวรรณยุกต์สามัญ, โท, ตรี และจัตวา ตามตำแหน่งที่กำหนด

สรุป

ค่าวเป็นวรรณกรรมล้านนาที่มีคุณค่าทางด้านภาษาถิ่น แสดงออกถึงภูมิปัญญา สะท้อนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และคติธรรมด้านต่าง ๆ รวมทั้งยังแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ส่งเสริม และสืบทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

กะโลง

” กะโลง ” หรือ ” กั่นโลง ” เป็นคำประพันธ์ที่บังคับวรรณยุกต์ 2 รูป คือ เอกกับโท และบังคับสัมผัส มีหลักฐานเชื่อว่าเป็นคำประพันธ์ของล้านนาและไทยอิสานก่อนที่จะแพร่หลายมายังภาคกลาง เช่น ลิลิตพระลอ โคลงนิราศหริภุญชัย กะโลงจะคล้ายกับโคลงสี่สุภาพของภาคกลาง

ใส่ความเห็น

Filed under วรรณกรรมล้านนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s