นางเขมาและนางคันธา

นางเขมาและนางคันธา
นางเขมา และนางคันธา เป็นตัวเอกในวรรณกรรมเรื่อง โคลงพรหมทัต โดยนางคันธาเป็นมเหสีคนที่สองของเจ้าชายพรหมทัต หลังจากชายาคนแรกคือนางเขมา เสียชีวิตลง เนื้อหาในเรื่อง มีดังนี้ 

พระเจ้าพรหมทัตทรงมีโอรสชื่อเหมือนกับพระองค์คือเจ้าชายพรหมทัต ซึ่งในเวลาต่อมาได้ขึ้นครองเมืองสืบแทนพระบิดา โดยมีมเหสีคือนางเขมา เจ้าชายพรหมทัตมีเสนาฝ่ายซ้าย ชื่อ ขุนพัต และเสนาฝ่ายขวา ชื่อ ขุนจิต ต่อมาเจ้าชายพรหมทัตกับขุนจิต ได้ไปเรียนวิชาถอดจิตด้วยกัน หลังจากศึกษาศิลปวิทยาเสร็จแล้วจึงพากันเดินทางกลับ ระหว่างทางขุนจิตคิดทรยศ เมื่อเจ้าชายพรหมทัตทดลองถอดจิตไปสิงร่างเนื้อทราย ขุนจิตจึงเข้าสิงร่างเจ้าชายพรหมทัตแทน

ครั้นกลับเข้ามาอยู่ในเมือง นางเขมากับขุนพัตจับได้ว่า ขุนจิตคิดทรยศจึงหลอกให้ขุนจิตถอดร่างเดิมออก และช่วยให้ เจ้าชายพรหมทัตกลับเข้าสู่ร่างเดิมได้ อยู่มาวันหนึ่งนางเขมาก็ขอให้เจ้าชายพรหมทัตสอนมนต์ถอดจิตให้ แต่พระองค์ไม่ยอม นางจึงตรอมใจจนสิ้นพระชนม์ เมื่อขุนพัตขอเรียนมนต์ถอดจิตบ้าง เจ้าชายพรหมทัตจึงสอนให้ ด้วยเกรงว่าจะเสียขุนพัต ไปอีกคนหนึ่ง

ต่อมาเจ้าชายพรหมทัตและขุนจิตได้เดินทางไปยังต่างเมือง เพื่อแสวงหามเหสีองค์ใหม่ ซึ่งก็ได้ไปพบกับนางคันธา แต่มีข้อแม้ว่าผู้ที่จะได้นางเป็นคู่ครอง จะต้องทำให้นางพูดด้วย เจ้าชายพรหมทัตจึงให้ขุนพัตถอดจิตไปสิงหน้าแว่น หรือกระจก รวมทั้งวัตถุอีกหลายอย่าง เพื่อแกล้งตอบปัญหาให้นางพูดด้วย จนในที่สุดเจ้าชายพรหมทัตก็ได้นางคันธาเป็นมเหสี และพากันกลับมาครองเมืองของตน

ความโดดเด่นของนางเขมาอยู่ที่ ความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระสวามีอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากตอนที่เจ้าชายพรหมทัต ถูกขุตพัตทรยศ นางก็พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ โดยพยายามทำตามอุบายที่เจ้าชายพรหมทัตแนะนำ แม้จะแสนยากและต้องฝืนใจเพียงใดก็ตาม คือ

มึงเมือหื้อน้องนาฎ นงพงา
อสหอ่อนเอาใจบา ชู่มื้อ
เชยชมใฝ่แฝงปรา- ณีนั่ง   นิทเอ่
เหลาะล่อยโลมรักหื้อ ร่วมรู้เบงจกาม

แต่เมื่อถูกพระเจ้าพรหมทัตปฏิเสธที่จะสอนมนต์ถอดร่างให้ นางจึงเสียใจมากจนกระทั่งตรอมใจตาย ดังกวีผู้แต่ง บรรยายความไว้ว่า

เขมาพิเศษเนื้อ   นงลักษณ์ ราชเอย
เรียมบ่หลอนจงรัก บอกให้
สองตาชื่อจักขวัก เอาออก   ก็ดีเอย
มนต์ทิพย์บ่หื้อได้ ล่วงรู้พอสอง
ทุกคืนยินค่ำส้ม แสลงใจ
อวลอ่อนหิวแรงไป เทื่อน้อย
ผิวผอมหลากเหลืองใน อกเอ่า   เรืองเอย
รอมโรคตนซ้อยล้อย ลวดเมี้ยนเมือมรณ์

ส่วนนางคันธานั้น เป็นผุ้ที่มีรูปโฉมงดงามมาก ดังกวีพรรณนาไว้ว่า

คันธาพิเศษล้ำ ไตรจักร
พิโรจเรืองสุภลักษ์ ยิ่งแย้ม
ยามศรีดำเนินหนัก จักโลก   เล็งเอย
พระโอษฐ์คือต้องแต้ม แต่ฟ้าลงเฉลา
เชิงศกเธาธงากค้อม นาสา
ใสส่องแสงฉมุกา มาศไส้
บ่สูงบ่ต่ำพอตา พีมล่าย   เมืองเอย
ขาวมิดำนักไท้ โลกดิ้นโดยโฉม
คันธาพรายผ่องแผ้ว ใสสะบอน
มุขมาศวันดาออน แว่นฟ้า
เจียรจาดั่งจักถอน อกเทพ   ทิพเอย
สองเนตรปูนขั่นข้า ขาดขวัญขวัญหาย
นวลนางนวลหน่อมผ้ง ผิวฉงาย
ปลานเปล่งเปลวสุริย์อวาย ออกไหม้
นาภีส่องสายใส สาโรจ   เรืองเอย
องค์อวลทิพเพี้ยงไท้ เทพต้นกัทลี
อุรุงรองร่องไท้ เทียมขง
ใสสอดโยนีองค์ อ่อนอ้วน
ปทุมจิ่งจักปลง ปลดส่อง   สุรีย์เอย
กลมกล่อมนงนิ้วล้วน เลิศล้ำลำคำ

และนางยังได้แสดงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดจากการตอบปริศนา ข้อที่ว่า เจ้าชายที่หนึ่ง นำเอาหน่อไม้มาแกะสลักเป็น รูปหญิงสาว คนที่สองเป่ามนต์ให้งามเหมือนมีชีวิต คนที่สามเสกเครื่องประดับให้ คนที่สี่เสกให้นางเดินเหินไปมาเหมือนคนได้ ปริศนาคือใครควรจะได้นาง ขุนพัตตอบว่าคนที่หนึ่ง แต่นางคันธาตอบว่าคนที่สาม ดังนี้

ราชบุตรตนหนึ่งเฝ้า ยามเย็น
ยินง่อมเหงาหลับเห็น ท่อนไม้
แอ่วมาแต่งแปลงเป็น สลักรูป   นางเอย
ดูดั่งปานปั้นไว้ อยู่เหยี้ยมยืนสถาน
ท่อนไม้มาสลักหื้อ เป็นนาง
สาใส่แถมผิวผาง แจ่มจ้าน
มนต์สวาดธิสนพลาง พรรณรูป   เรืองเอย
เหมือนดั่งจักรู้ต้าน ตื่นท้วงทักคน
มันมนต์โอมอ่านอั้น อาภรณ์
แถมใส่สังวาลวอน รูปนั้น
เถิงยามเมื่อมันนอน ตนหนึ่ง   ลุกเอย
หันรูปยลแย้มหั้น เพศเพี้ยงสาวสวรรค์
ชายนั้นเลยสวาดสร้อย ทิพมนต์
อวายออกยังใจตน ใส่แสร้ง
ลวดลุกผูกเป็นคน คือยอด   ญิงเอย
เถิงรุ่งคืนนั้นแจ้ง สี่ท้าวพิรุทธ์กัน
บพิตรถามเซิ่งข้า ปัญหา
เป็นต่ำบลกษัตริย์จา จิ่มข้า
เท่าควรแก่กาญจนา วอนอ่อน   อวลเอย
ศรีว่าเรียมนี้น้า บ่ถ้องถามอวล
ที่นั้นหงส์กล่าวแก้ ปัญหัง
เชิญเจื่องจอมกษัตริย์ฟัง ม่อนรู้
ราชบุตรสี่ตนยัง ตนหนึ่ง   นั้นเอย
ควรแก่ตนท้าวผู้ แต่งตั้งเป็นปถม
ท้าวนั้นควรค่าได้ สมสงวน
นุชนาฎกาญจนานวล นุ่นฟ้า
คันธาราชยินผวน ผิดแผก   โอเอย
หงส์สวกสังนี้น้า กล่าวแก้กลอนแสลง
ว่าเวยหงส์แส่วเส้น แสงประดับ
คำโจทย์จอมกษัตริย์ ดั่งนี้
ควรเถิงแก่ตนสลับ เคราเครื่อง   ศรีเอย
มึงจุ่งจักรู้กี้ เนตรเนื้อธรรมดา

ความเฉลียวฉลาดของนาง ทำให้เจ้าชายพรหมทัตอดที่จะชมไม่ได้ว่า

คันธานุฏนาชเนื้อ พิมทอง
ใครมิมีพอสอง คู่เจ้า
จักอาจส่งสารสนอง สนิทตอบ   คำเอ่
กระเดื่องดินฟ้าเฝ้า อยู่ถ้าฟังสรี

ใส่ความเห็น

Filed under นางในวรรณกรรมล้านนา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s